จะรอดไหม! เชียร์เรอร์ ไม่อยากเห็น คาร์ริค โดนตะเพิด  

จะรอดไหม! เชียร์เรอร์ ไม่อยากเห็น คาร์ริค โดนตะเพิด
 
แบ่งปันเรื่องราวดีๆให้เพื่อนๆคุณรู้สิ 
 ข่าวเมื่อ : 23 ตุลาคม 2569     เข้าชม : 6 ครั้ง
 

ไมเคิล คาร์ริค กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยอลัน เชียร์เรอร์ ตำนานพรีเมียร์ลีก ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในสโมสรปีศาจแดง

เอ็ดดี้ ฮาว อดีตผู้จัดการทีมนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, ยูเลียน นาเกลส์มันน์ อดีตกุนซือทีมชาติเยอรมนีและบาเยิร์น มิวนิค รวมถึงอันโตนิโอ คอนเต้ อดีตเฮดโค้ชเชลซี และนาโปลี ต่างตกเป็นข่าวว่ากำลังอยู่ในข่ายพิจารณาสำหรับตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด

คาร์ริคจะยังคงทำหน้าที่คุมทีมข้างสนามในเกมพรีเมียร์ลีกที่จะพบกับบอร์นมัธวันอาทิตย์นี้ แต่มีรายงานว่าเขาจำเป็นต้องพาทีมเก็บผลการแข่งขันที่ดีให้ได้ เพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเองเอาไว้ หลังบอร์ดบริหารของปีศาจแดงเริ่มหมดความอดทนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เชียร์เรอร์กล่าวว่า “ผมหวังว่านี่จะไม่ใช่จุดจบของไมเคิล คาร์ริค กับแมนฯ ยูไนเต็ด แต่แน่นอนว่าเมื่อพิจารณาจากผลการแข่งขันแล้ว คุณก็ต้องรู้สึกกังวล”

“ผมหมายความว่า มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปลี่ยนผู้จัดการทีมครั้งแล้วครั้งเล่า โดยหวังว่าจะหาทางแก้ปัญหาได้ สโมสรแห่งนี้มีปัญหาอย่างมากในแง่ของวิธีการบริหารจัดการ”

“ผมพูดมาโดยตลอดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในระดับสูงของสโมสรย่อมส่งผลต่อเนื่องลงไปจนถึงในสนาม และสิ่งที่เราเห็นในสนามตอนนี้ก็เป็นผลมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในส่วนอื่นๆ ของสโมสรทั้งหมด”

“ผมรู้ว่าพวกเขาสามารถคว้าตั๋วไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และไมเคิล คาร์ริค ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ถึงอย่างนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจเป็นสโมสรฟุตบอลขนาดใหญ่ ทว่าพวกเขาไม่ได้เป็นทีมฟุตบอลระดับยักษ์ใหญ่อีกต่อไปแล้ว”

“ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา พวกเขาไม่สามารถคว้าตัวเป้าหมายอันดับหนึ่ง และบางทีอาจรวมถึงเป้าหมายอันดับสองมาร่วมทีมได้ด้วย ดังนั้น การเสริมทัพจึงเป็นปัญหาของพวกเขามาระยะหนึ่งแล้ว และในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา พวกเขาก็จำเป็นต้องได้นักเตะเข้ามาเพิ่มเติมมากกว่านี้ด้วย”

“ผมหวังว่าเขาจะไม่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง แต่ถ้ามันเกิดขึ้น ผมก็คงไม่แปลกใจ เพราะนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด เมื่อมองดูว่ามีผู้จัดการทีมเข้ามารับงานที่นี่แล้วกี่คน สิ่งที่เกิดขึ้นกับสโมสรแห่งนี้ถือเป็นเรื่องบ้าบออย่างเหลือเชื่อ แต่พวกเขาก็ยังคงคิดว่า ‘เป็นความผิดของผู้จัดการทีม หรือเป็นความผิดของโค้ช’ ทั้งที่ความจริงแล้ว มันไม่ใช่แบบนั้นเลย”

อ้างอิง : Tribalfootball
Tags :